Japan MemoTravel

3 แนวทาง ออกแบบทริปชมใบไม้เปลี่ยนสี แบบชิลๆ สไตล์พลจัง

ฤดูใบไม้เปลี่ยนสีของญี่ปุ่น (หรือที่โค้ชพลเรียกว่า “ไม้แดง”) เป็นช่วงเวลาที่ทำให้หลายๆ คนที่ได้ลองไปมาแล้ว ตกหลุมรักญี่ปุ่นอย่างแรง โค้ชพลได้ไปครั้งแรกก็คือปี 2016 แบบทัวร์ฟ้าแล่บ ที่บอกได้เลยว่า

รอบนั้นคือรอบสดใหม่มากๆ คนที่กำลังจะไปญี่ปุ่นครั้งแรก แนะนำอ่านต่อได้ทางนั้นเลยจ้

และเนื่องจากตอนนั้นปุบปับไป เป็นช่วงที่ไม้แดงโรยรา คือยังเหลืออยู่บ้าง แต่ไม่สะพรั่งเท่าไหร่ จึงหันไปคุยกับน้องเกดว่า

“เราต้องกลับมาล้างแค้นให้ได้!!”

จึงก่อกำเนิดถึง 2 ทริปในปีนี้ด้วยกัน นั่นคือ “ซากุระอินเฟอร์โน่” และ “ล้างแค้นไม้แดง” สำหรับที่อ่านอยู่นี้คือ ล้างแค้นไม้แดงครับ

ดีไซน์ทริป

เนื่องจากทริปก่อนๆ ทั้ง ไม้แดงสายฟ้าแล่บ และ ซากุระอินเฟอโน่ เป็นทริปที่เรียกว่าอยู่ในช่วงค้นหาวิถีการเที่ยวญี่ปุ่นที่ตัวเองกับแฟนชอบ

และเนื่องจากการท่องเที่ยวและเดินทางด้วยตัวเอง ทำให้รู้สึก…

เหมือนไม่ได้ไปพักผ่อนเลยอ่ะ! :'(

ดังนั้นทริปรอบนี้ออกแบบมาเพื่อความรู้สึกถึงการพักผ่อนจริงๆ และยังท่องเที่ยวด้วยตัวเอง ที่ยังชื่นชอบ เลยร่างแนวทางการออกแบบทริปง่ายๆ มา 3 ข้อคือ

1. ตื่นตาตื่นใจ และเป็นส่วนตัวกับไม้แดง

ช่วงใบไม้เปลี่ยนสีของญี่ปุ่น ถือเป็นช่วงไฮซีซั่นที่คนทั่วโลกทราบ คนไปเที่ยวจึงเยอะเป็นพิเศษ รอบนี้ถึงแม้ว่าจะไปยังโซนยอดนิยมอย่าง

  1. คาวากุจิโกะ
  2. โตเกียว
  3. เกียวโต
  4. คิโนซากิ

แต่ก็ต้องให้แน่ใจว่า เราจะได้ชื่นชมใบไม้เปลี่ยนสีในแบบที่คนไม่พลุกพล่านเกินไป เพื่อที่เป้าหมายสูงสุดของทริปนี้ นั่นคือ:

  1. ดื่มด่ำกับธรรมชาติ
  2. ถ่ายรูปสวยๆ ได้นั่นเอง

โดยในที่นี้ พลเน้นไปที่ช่วงใบไม้สีแดง, ส้ม,​ เหลือง,​ เขียว เพราะรู้สึกว่ามันสดชื่นกว่าไม้แดงล้วนอย่างเดียวด้วยนะ

ซึ่งการเดินทาง และวิธีการเที่ยวจะลิสต์ไว้ในรีวิวที่เขียนและอัพเดตเรื่อยๆ ทางแฟนเพจ และไว้ด้านล่างนี้ล่ะ

2. ไม่รีบ

หลังจากผ่านมาหลายทริป พลเริ่มสังเกตตัวเองว่า ทำไมตอนไปเที่ยวเนี่ย…

หมดวันแล้วมันเหนื่อยจังวะ?!

มานั่งทบทวน ดูรูป ดูวิดีโอที่ถ่ายมา พบว่า เฮ้ย ทำไมเราดูรีบๆ?!

สาเหตุหนึ่งที่พบในตัวเองก็คือ

กลัวเที่ยวไม่คุ้ม

เลยสังเกตว่า เป็นปกติสำหรับคนที่มาเที่ยวญี่ปุ่นใหม่ๆ จะเร่งรีบในการเที่ยวเสมอ เพราะค่าตั๋วก็ไม่ได้ถูกๆ เลยกะเก็บสถานที่ท่องเที่ยวให้คุ้มมากที่สุด

แต่พลพบว่า การที่เรารีบเที่ยว รีบกิน รีบเดินทางนั้น ทำให้เราไม่อิ่มครับ

ไม่อิ่มกับสิ่งสำคัญจริงๆ ที่แต่ละสถานที่พร้อมให้เราซึมซับ เสพย์สรรญนั่นเอง ธรรมชาติเอยวัฒนธรรมเอย ความตั้งใจดีของคนญี่ปุ่นเอย หรือลายละเอียดเล็กน้อยๆ เราจะไม่สามารถสัมผัสมันได้เลย

ดังนั้นหากเรามองที่จำนวนที่เที่ยว ตอนกลับมา เราจะเหมือนกินบุฟเฟ่ต์ แบบ 10 นาทีออกหน่ะครับ กินได้ครบทุกอย่างก็จริง แต่มันรีบไง

ดังนั้นรอบนี้วางไว้ว่า

เราจะกันเวลา 1 วันเต็ม ต่อสถานที่เที่ยว 1 ที่เท่านั้น

เพื่อให้มีเวลาเดินเก็บรายละเอียดต่างๆ ได้หลับตา และสูดหายใจลึกๆ

รวมถึงการเดินออกนอกเส้นทางหลัก เพื่อพบสิ่งที่อาจซ่อนอยู่นอกเหนือความคาดคิดของเราด้วย

3. ไม่เหนื่อยลากกระเป๋า

กระเป๋าเดินทาง ไม่มีก็ไม่ได้ มันต้องตามเราไปทุกที่

การท่องเที่ยวด้วยตัวเองในญี่ปุ่นนั้น มีความท้าทายหนึ่ง ที่ทุกคนต้องหาวิธีมารับมือกับมันให้ได้ นั่นคือ

การขนย้ายสัมภาระ หรือกระเป๋าเดินทางคู่ชีพของเรานั่นเอง

ลาก, เข็น, เช่ารถ, ฝากล๊อคเกอร์, ฝากร้าน, ฝากโรงแรม, ส่งไปรษณีย์ มีให้เลือกหลากหลายมาก

แต่จากการไปเที่ยวมา 2-3 รอบ รู้เลยว่า

ถึงแม้ญี่ปุ่นจะมีระบบขนส่งมวลชนที่ทรงพลัง แต่อันตัวเรามิได้แข็งแกร่ง ขนาดลากกระเป๋าไปกับเราแทบทุกที่!!

โดยเฉพาะช่วงย้ายโรงแรมนี่ ตอนแรกคิดว่า เออ แค่กระเป๋าเรามีล้อ เราก็แค่เข็นๆ ไปสถานีรถไฟ ไถๆ ไปเข้าโรงแรมก็ได้แล้ว

เอาเข้าจริง มันคือภาระที่ทิ้งไม้ได้อย่างหนึ่งเลยนะเฮ้ย! กระเป๋าเราก็ไม่ได้มีแค่กระเป๋าไง มันมีเสื้อผ้า นู่นนี่ อยู่ด้วย!

ยิ่งตอนช่วงท้ายๆ ทริปนี่ มีของฝากจากเมืองโน้น เมืองนี้พอกพูนเต็มที่ การพามันกลับไปสนามบินเป็นสิ่งที่ท้าทายมันสมอง และพลังกายของเราอย่างหนึ่งเลย

รอบนี้ ใช้กระเป๋าใหญ่เป็นที่เก็บของวาปตามเรามาได้ และเอาของใช้จำเป็นจริงๆ เอาลงกระเป๋าลากใบเล็กสุด

ทดสอบแล้วเวิร์คฮะ เดี๋ยวจะมาเล่ารายละเอียด อัพเดตกันในแฟนเพจ และในลิสต์ข้างล่างนี้จ้า

สรุป 3 แนวทาง ที่พลใช้ออกแบบทริปแล้วแฮปปี้สุดๆ

  1. ตื่นตาตื่นใจ และเป็นส่วนตัวกับไม้แดง
  2. ไม่รีบ
  3. ไม่เหนื่อยลากกระเป๋า

3 แนวทางนี้ ทำให้ได้ประสบการณ์ดีๆ มากมายในการเที่ยวญี่ปุ่นช่วงใบไม้เปลี่ยนสี “ล้างแค้นไม้แดง” ล่าสุดของพล และก่อเกิดเรื่องราวมาเล่าให้เพื่อนพี่น้องฟัง ที่จะอัพเดตขยายความกันทางแฟนเพจพลเร็วๆ นี้ครับ

กดติดตามแฟนเพจ และ YouTube channel ได้ครับ

Loading Facebook Comments ...
Menu